วิถีชีวิตชาวไทยภูเขา ลาหู่(มูเซอ) อาข่า(อีก้อ) และลีซู(ลีซอ) มีต้นตระกูลเป็นเผ่ายี(โลโล) ในมณฑลยูนาน และอยู่ในตระกูลภาษาธิเบต-พม่า ม้ง(แม้ว) และเมี่ยน(เย้า) อยู่ในกลุ่มภาษาเมี้ยว-เย้า ของตระกูลภาษาจีนธิเบตสามเผ่าแรก มีวัฒนธรรมคล้ายไปทางธิเบต ส่วนสองเผ่าหลังนั้นคล้ายไปทางจีน ทุกเผ่าเริ่มอพยพมาจากจีนตอนใต้เข้าสู่ประเทศไทยเมื่อ 150 ปีก่อน จนถึงปัจจุบัน ลาหู่ อาข่า และลีซออพยพผ่านมาทางพม่า ม้งกับเมี่ยน อพยพผ่านมาทางลาว การเต้นรำของลาหู่ ม้ง เมี้ยนและลีซู จะมีในช่วงเทศกาลปีใหม่ของพวกเขา สำหรับม้งในเดือนธันวาคม ลาหู่เมี้ยนและลีซูพร้อมกับตรุษจีน นอกจากนี้ยังมีการเต้นรำในการบวชทางศาสนาเต๋าในเดือน พฤศจิกายน การเต้นรำเข้าทรงขอฝนในเดือนเมษายน ส่วนพวกอาข่านั้นมีการเต้นรำสนุกสนานทุกคืนที่ลานชุมนุมของหมู่บ้าน ชาวเขาที่กล่าวมาทุกเผ่ารอต้อนรับแขกทุกท่านพร้อมเราอยู่ที่นี่ทุกคืน พร้อมการแสดงพื้นเมืองของเขาที่เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้ทุกท่านได้ชมขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาโดยไม่ต้องเดินทางไกลขึ้นไปถึงบนดอย การแสดงชาวเขา 1.เผ่าลาหู่ ลาหู่(มูเซอ) ในประเทศไทยแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ ลาหู่นะ(มูเซอดำ) หู่หญี(มูเซอแดง) ซึ่งแยกตัวจากลาหู่นะ ลาหู่แสแล และลาหู่สุญี(มูเซอเหลือง) นักมนุษย์วิทยาพอลและอีเลน สวิส ได้วิเคราะห์วัฒนธรรมของคนลาหู่แล้วได้ลงความเห็นว่า คนลาหู่มีความเชื่อและต้องการที่จะรับพรมากกว่า เผ่าอื่น ซึ่งอาจเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ทำให้พวกลาหู่นะ (มูเซอดำ) ซึ่งเต้นรำให้ท่านชมอยู่นี้กลายเป็นคริสเตียนไปหมด และลาหู่หญี(มูเซอแดง) เชื่อมันในศาสนาผีบุญ 2.รำนกกิงกะลา เป็นการฟ้อนรำของชาวไทยใหญ่ คำว่ากิงกะลาเพี้ยนมาจาก กิน-นะ-รา การรำนกนี้มักจะมีในเทศกาลวันเพ็ญเดือนสิบสอง และเวลามีการแห่ครัวทาน (มีแต่ในภาคเหนือ คล้ายผ้าป่าถวายแต่ของกินและเครื่องใช้ไม่ถวายเครื่องนุ่งห่ม)
3.เผ่าม้ง ม้ง(แม้ว) เป็นกลุ่มย่อยของคนเมี้ยว กลุ่มอื่นมี มูมองและมาว มีแต่คนม้งเท่านั้นที่อพยพมาเมืองไทย ส่วนคนกลุ่มอื่นที่ยังอยู่ในเมืองจีน ม้งในประเทศไทยยังแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ม้งเขียว(ม้งจั้ว) ซึ่งผู้หญิงของพวกเขาเหล้าผมมวยใหญ่และนุ่งกระโปรงพลีท กับม้งขาว(ม้งด๊าว) ผู้หญิงพวกเขาใส่กางเกงและโพกผม ม้งเป็นชาวเขาเผ่าเดียวที่รู้ยักใช้ปาเต๊ะทำลวดลายบนเสื้อผ้า คนม้งอยู่ในเมืองจีนมาก่อนคนจีนตามแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียว แต่ได้ถอยร่นหนีคนจีนลงมาทางตอนใต้ จึงทำให้พวกเขาต้องการอิสรภาพจากอิทธิพลภายนอกมาก 4.เผ่าเมี่ยน เมี่ยนไม่มีการแยกเป็นกลุ่มย่อย แต่ตัวเองเป็นกลุ่มย่อยของเย้า กลุ่มย่อยอื่นมี ปู้นู๋ อิ่วเหงี่ยน และลักเขีย ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองจีน รวมทั้งคนเมี่ยนบางส่วนด้วย เมี่ยนเป็นชาวเขาเผ่าเดียวที่มีตัวหนังสือใช้มาหลายร้อยปี โดยการยืมเอาอักษรจีนมาเขียนในภาษาของพวกเขา เพื่อจารึกพิธีทางศาสนาเต๋าโบราณ จดประวัติของตระกูล และใช้เขียนสัญลักษณ์ต่าง ๆ และจดหมาย นอกจากนี้คนเมี่ยนยังชอบเอาเด็กผ่าอื่น ไทยใหญ่และไทย มาเลี้ยงเป็นลูกโดยให้ความรักเสมอภาคเทียบเท่าลูกจริง ๆ ของตนเอง เด็กพวกนี้เมื่อโตขึ้นจะกลายเป็นคนเมี่ยนโดยสมบูรณ์ เป็นกำลังทำงานอีกกำลังหนึ่ง มากกว่า 10% ของจำนวนประชากรเมี่ยน เป็นลูกเลี้ยง พวกเมี่ยนถือเรื่องการวางตัว ที่เหมาะสมว่าสำคัญมาก ดังนั้นเมื่อมีงานสังคมพวกเขาจึงไม่ชอบการเต้นรำเพื่อความรื่นเริง แต่จะชอบคุยกันและเล่านินทามากกว่า จะเต้นรำก็เพื่อพิธีทางศาสนาเท่านั้น 5.ฟ้อนมองกาก ซึ่งเป็นการละเล่นของชาวไทยใหญ่ มอง แปลว่า ฆ้อง กาก แปลว่า ไม้คนข้าว รวมกันแล้วมองกาก คือการเอาไม้ไผ่มาตีกันให้เกิดจังหวะ มีทั้งหมด 3 จังหวะ คือ เสียงกลองยาว เสียงกลอง มองเชิง และเสียงนกโพระดก 6.เผ่าลีซู (ลีซอ) มีอยู่ 2 กลุ่ม ลีซอดำอาศัยอยู่ในจีนและพม่า ชอบแต่งตัวสีมืด ส่วนลีซูดอกอาศัยอยู่ในประเทศไทย ชอบแต่งตัวสีสดและชอบแข่งขันกันเป็นเอก ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา เพื่อน ญาติ หมู่บ้าน และสมบัติของเขาต้องดีกว่า เหนือกว่าคนอื่น จึงทำให้เครื่องแต่งตัวของผู้หญิงลีซูดอกสวยขึ้น และมีต่อเติมเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อแต่งตัวเต็มที่แล้ว เครื่องเงินจะหนักถึง 2 กก. ลีซูเป็นเผ่าที่ไม่กลัวใครและชอบลองของใหม่มากที่สุด นอกจากนี้พวกเขายังชอบเรียนรู้ภาษาอื่นด้วยเพราะภาษาลีซูเป็นภาษาที่ยากเกินกว่าคนเผ่าอื่นจะมาหัดพูด 7.รำดาบไฟ ใช้รำปลุกขวัญทหารก่อนออกรบในสมัยโบราณ 8.เผ่าอาข่า วัฒนธรรมของคนอาข่า(อีก้อ) ทำให้พวกเขามองชีวิตของคนในเผ่าเป็นการต่อเนื่องกัน เด็กเกิดมาเป็นประกันว่าเผ่าจะไม่สูญพันธุ์ พอโตขึ้นกลายเป็นผู้สร้างเผ่าและเป็นผู้รักษา วีถีชีวิตอาข่า ในที่สุดก็ตาย และกลายเป็นวิญญาณบรรพบุรุษคอยปกป้องลูกหลานต่อไป กฎต่าง ๆ เหล่านี้ครอบคลุมทุกคนในเผ่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงเข้านอน ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นแนวทางสอนและแนะนำทุกคนในเรื่องของกฎหมายของเผ่า ประเพณี ศาสนา ยาและการรักษาโรค กสิกรรม สถาปัตยกรรม การตีเหล็กและการทำของเครื่องใช้เครื่องนุ่งห่ม เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำเพราะพวกเขาไม่มีตัวหนังสือใช้ วิถีชีวิตอาข่า ได้ถูกแต่งเป็น ร้อยกรองในภาษาของเขายาวกว่าหมื่นบรรทัดผู้หญิงอาข่าในเมืองไทยแต่งตัวเป็น 3 แบบ คือ อูโล้ แต่งโดยพวกที่อยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว หล่อมิ แต่งโดยพวกที่เพิ่งย้ายมาจากพม่า ผาหมี แต่งโดยผู้หญิงในตระกูลหม่องโปเท่านั้น ผู้แสดงของเราแต่งแบบ อูโล คนแต่งงานแล้วสวมหมวกทรงสูง(อูเชอะ) ส่วนคนที่เป็นโสดและเด็กสวมหมวกทรงต่ำ(อูโกะ) 9.รำฝัดข้าว เป็นการฟ้อนรำรื่นเริงในปีที่เก็บเกี่ยวข้าวได้อุดมสมบูรณ์